รู้หรือไม่ ธุรกิจ Startup สามารถสร้างรายได้จำนวนมาก

รู้หรือไม่ ธุรกิจ Startup สามารถสร้างรายได้จำนวนมาก

รู้หรือไม่ ธุรกิจ Startup สามารถสร้างรายได้จำนวนมาก หากจะพูดถึงธุรกิจStartup เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะยังไม่รู้กันสักเท่าไร ว่ามันคืออะไรและทำเกี่ยวกับอะไรใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งเจ้าธุรกิจ  Startup ก็คือธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่นั่นเอง โดยทำการเปิดบริษัทขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับธุรกิจด้านไอที และรวมถึงการทำธุรกิจให้เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ที่สามารถสร้างรายได้จำนวนมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น Startup เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการใช้ชีวิตประจำวันของเรา อย่างเช่น ธุรกิจพวกแอปพลิเคชนต่าง ๆ วันนี้เราเลยอยากจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับธุรกิจ Startup กันให้มากยิ่งขึ้น ถ้าพร้อมแล้วก็ตามไปดูกันได้เลยค่ะ

ช่วงนี้นับเป็นช่วงการเติบโตที่สำคัญมากของสตาร์ทอัพ เพราะถึงแม้สินค้าบริการจะเป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว แต่สตาร์ทอัพก็ยังต้องเร่งความพยายามมากขึ้นทั้งในเรื่องการพัฒนาปรับปรุงสินค้าบริการ (Product) และเรื่องการขยายตลาด (Market) โดยสิ่งที่สตาร์ทอัพควรต้องโฟกัสในช่วงนี้ คือการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าธุรกิจจะโตไปถึงจุดไหน ใช้เวลาเท่าใด ตัวชี้วัดอะไรที่ควรนำมาใช้เพื่อพิสูจน์การเติบโต งบประมาณและบุคลากรที่จะต้องนำมาใช้ให้คุ้มค่า รวมถึงการวางแผน Business Model ของธุรกิจว่าจะเลือกใช้กลยุทธ์ใดในการสร้างรายได้เพื่อการเติบโต การวิเคราะห์ความยั่งยืนของรายได้/กำไร มาจากอะไร เป็นต้น

เนื้อหา-1

Startup แตกต่างจาก SME อย่างไร

แน่นอนดูเผิน ๆ แล้ว Startup ก็เหมือนกับธุรกิจ SME นั่นเอง แต่จริงแล้วแตกต่างเพราะ Startup นั้นต้องการการเติบโตแบบก้าวกระโดด หากยังสงสัยให้ย้อนกับไปดู Facebook อีกครั้ง Facebook เกิดจากแนวคิดการเชื่อมโยงกัน ก่อนจะผลิตเป็นแอปพลิเคชันจริงออกมา จะเห็นได้ว่า Facebook มีการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก และในปัจจุบันก็เป็นโซเชียลที่กำลังได้รับความนิยมและโด่งดังมากอีกด้วย จึงแสดงให้เห็นว่าธุรกิจแบบนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจริง ๆ ทั้งสามารถทำกำไรได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย

แน่นอนว่ามันเป็นการเปิดบริษัท แล้วจะเอาเงินทุนมามากมายขนาดนั้นได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่นักลงทุน  คือ ธุรกิจ Startup นั้นจะมีประเพณีในการระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลกโดยการขายไอเดียของธุรกิจเรา ซึ่งถ้ามันเจ๋งและนักลงทุนเห็นว่ามันสามารถเปลี่ยนโลกได้ เขาจะให้เงินทุนเรามาลงทุนเพื่อผลิตสินค้านั้น ๆ ออกมาสู่ตลาด และออกมาเพื่อเปลี่ยนโลกนั่นเอง แต่นักลงทุนใช่ว่าจะให้เราฟรีๆนะ เขาเองก็มีสิทธิ์จากส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตของเรานั่นเอง เรียกว่าเป็นการลงทุนแห่งอนาคตจริง ๆ แต่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลยที่คิดถูกกับหลากหลายไอเดีย Startup ที่ผุดขึ้นบนโลกใบนี้ ซึ่งนักลงทุนมีด้วยกันอยู่ 2 ประเภท

  • นักลงทุนแบบ Angel Investor

คือนักลงทุนที่ยอมควักเงินทุนให้นักขายไอเดียตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพราะเห็นว่าไอเดียพวกนี้จะก่อเกิดมูลค่ามหาศาล เพื่อให้นักขายไอเดียนั้นไปทำผลิตภัณฑ์ที่เขาขายนั้นเกิดขึ้นได้จริง ใช้ได้จริง ทำประโยชน์สูงสุดได้จริง สิ่งที่ต้องมีคือพวกเขาต้องมีความกล้าเสี่ยงและมีสายตาอันหลักแหลมในการมองทิศทาง ทางธุรกิจมาก ส่วนสำหรับนักขายไอเดียนั้นต้องการนักลงทุนแบบนี้ที่สุดที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาทำนั่นเอง

  • นักลงทุนแบบ Venture capital 

คือนักลงทุนระดับเสี่ย ที่สามารถทุ่มเงินลงทุนได้ในระดับเป็นร้อยล้านเลยทีเดียว ซึ่งนั่นแปลว่าเขาจะไม่ค่อยลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงมากนักอย่างน้อยก็พอเห็นลู่ทางแห่งความสำเร็จบ้างถึงจะหว่านเม็ดเงินลงไป จึงมักไม่ค่อยลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในจุดเริ่มต้นสักเท่าไหร่นักโดยการลงทุนแบบนี้ก็ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันและต้องมีเงินทุนสูงมาก

เนื้อหา-2

องค์ความรู้ที่มุ่งเน้นเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับสินค้าและการทำการตลาด เช่น

1. Product Development

Lean Startup การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นสร้างแต่สิ่งที่จำเป็น และเป็นคุณค่าหลัก โดยลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อการพัฒนาที่รวดเร็ว ประหยัด และง่ายต่อการเรียนรู้และปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการ 3 ขั้นตอน Build – Measure – Learn วนลูปต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากที่สุด

2. Growth Hacking

เมื่อธุรกิจสตาร์ทอัพได้พัฒนาสินค้าบริการและปรับปรุงจนตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในระดับหนึ่งแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเร่งการเติบโต ด้วยวิธีทางการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากการทำการตลาดในรูปแบบเก่าๆ ที่ใช้ต้นทุนสูงแล้ว สตาร์ทอัพมักหาวิธีการใหม่ ๆ ที่ใช้ต้นทุนต่ำและผสมผสานการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเน้นสร้างการเติบโตของกลุ่มผู้ใช้งานหรือลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งมักเรียกวิธีการนี้ว่า “Growth Hacking”

3. Business Model Canvas

นอกเหนือจากการสร้างผลิตภัณฑ์หรือการหาวิธีทางการตลาดใหม่ๆ ให้ผลิตภัณฑ์เติบโตแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญก็คือ Business Model หรือโมเดลในการทำธุรกิจ ซึ่งเครื่องมือที่จะทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจน และครบทุกมิติภายในกระดาษแผ่นเดียว คือการใช้ Business Model Canvas: BMC

เนื้อหา-3
4. AARRR

ใช้เมื่อสตาร์ทอัพมีสินค้าบริการแล้ว (ถึงแม้จะยังไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด) สิ่งสำคัญต่อไปคือทำอย่างไรให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากที่สุด เพื่อให้เกิดการใช้งานและบอกต่อ โดยทั่วไปวิธีการตลาดให้ธุรกิจเป็นที่รู้จัก มักจะเป็นการสร้างเว็บไซต์และโปรโมทผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สื่อ Social Media Facebook, Instagram หรือการทำ SEO (Search Engine Optimization) และการลงโฆษณาผ่าน Google เป็นต้น

5. FUND RAISING

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจก็คือเรื่องของเงินทุน เพราะบางครั้งการมีไอเดียที่ดีแต่ไม่มีเงินลงทุนในการเริ่มต้น ก็อาจจะทำให้ไอเดียที่คิดไว้ไม่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นจริงได้ ซึ่งการทำธุรกิจยิ่งโดยเฉพาะกับธุรกิจรูปแบบใหม่อย่างสตาร์ทอัพที่มีความเสี่ยงสูงนั้น การหาเงินทุนจึงมีรูปแบบที่แตกต่างกับธุรกิจทั่วไปที่มักจะเน้นเงินทุนส่วนตัวและสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นหลัก แต่สำหรับสตาร์ทอัพนั้นแหล่งเงินทุนมักจะขึ้นอยู่กับระยะการดำเนินงานและการเติบโตของธุรกิจ ที่แต่ละช่วงจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ธุรกิจขยายเติบโตต่อไปได้

6. Pitching

การ Pitching ไม่ได้หมายถึงแค่เพียงการนำเสนอบนเวทีตามงานแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นการนำเสนอแนวคิดธุรกิจรูปแบบการดำเนินงานต่าง ๆ หรือเปรียบเสมือนการขายธุรกิจของตัวเอง สร้างความน่าสนใจ ให้คนที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ธุรกิจทำอยู่

และก็จบกันไปแล้วนะคะ สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ Startup ที่เราได้รวบรวมมาให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน เชื่อว่าน่าจะมีเพื่อน ๆ หลายคนที่สนใจเกี่ยวกับธุรกิจ Startup แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะต้องยอมรับเลยว่ามันยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมสักเท่าไร แต่เชื่อเถอะค่ะว่าในอนาคตทุนคนจะต้องรู้จักธุรกิจ Startup อย่างแน่นอน

บทความแนะนำ

แนะนำ 7 เทคนิค ทำธุรกิจส่วนตัว ให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

ธุรกิจขายผลไม้รายได้ดี