5 เรื่องควรรู้ก่อนที่จะดูภาพยนตร์ Mulan

5 เรื่องควรรู้ก่อนที่จะดูภาพยนตร์ Mulan

5 เรื่องควรรู้ก่อนที่จะดูภาพยนตร์ Mulan เข้าโรงภาพยนตร์และฉายให้เหล่าแฟนคลับดิสนีย์อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับภาพยนตร์ Disney Live Action ประจำปี 2020 ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่มีทุนสร้างมากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่คาดหวังว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและห้ามล้มเหลวเป็นอันขาด ด้วยการที่นำแอนิเมชั่น 2 มิติจากปี 1998 อย่างเรื่อง Mulan ที่นำกลับมารีเมคใหม่

แต่ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19 ที่เป็นอุปสรรคใหญ่มากๆ เกินความคาดคิด ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นต้องเลื่อนฉายจากกำหนดการณ์เดิมคือเดือนมีนาคม มาเป็นเดือนกันยายนแทน อาจส่งผลให้ผู้สร้างไม่ได้กำไรกลับคืน วันนี้เราได้รวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเบื้องหน้าและเบื้องหลังทั้งหมดที่เกิดขึ้นของ Mulan มาชวนอ่าน-ชวนวิเคราะห์เพื่อให้ไปดูหนังอย่างมีอะไรและดูให้สนุกขึ้นได้

1. Mulan ฉบับใหม่ระดมทีมนักแสดงทั่วฟ้าเมืองจีน

บทมู่หลานในฉบับนี้ ตกเป็นของนักแสดงเชื่อสายจีน (แต่ถือสัญชาติอเมริกัน) “หลิวอี้เฟย” ที่โด่งดังจากหนังฮอลลีวูดเรื่อง The Forbidden Kingdom (2008) ที่เป็นหนังล้อเรื่องราวในไซอิ๋วประกบเฉินหลงและเจ็ตลี นอกจากนั้นยังมีนักแสดงจีนอีกมากมายมาร่วมสมทบทั้ง “ดอนนี่ เยน” (Donnie Yen) จากหนังเรื่องราวอาจารย์ยิปมัน ปรมาจารย์มวยหยุ่งชนทั้ง 4 ภาคอย่าง Ip Man (2008-2019) และ Rogue One: A Star Wars Story (2016) ในบทขุนศึก, “กงลี่” (Li Gong) จากหนัง Farewell My Concubine (1993) และ Memoirs of a Geisha (2005) ในบทแม่มดที่เป็นตัวร้าย รวมถึง “เจ็ตลี” (Jet Li) จาก Hero (2002) และ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor (2008) ในบทของจักพรรดิ

2. จงใจดัดแปลงภาพยนตร์ Mulan ให้ “ไม่เหมือนเดิม”

ในฉบับภาพยนตร์ Live Action ปี 2020 นี้ จะไม่ได้เป็นการดัดแปลงจากฉบับการ์ตูนแบบตรง ๆ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเนื้อหาหลายอย่างเพื่อให้เกิดการยอมรับในตลาดประเทศจีน และหนังเองก็ได้ผู้สร้างหนังของจีนมาร่วมลงทุนด้วย องค์ประกอบที่เปลี่ยนไปเช่น หนังจะไม่ได้เป็นมิวสิคัลที่มีเพลงประกอบเพราะ ๆ (หลายคนที่เคยชื่นชอบเพลง My Reflection จากฉบับการ์ตูนและรอฟังคงจะต้องผิดหวัง แต่จากตัวอย่างพอได้ฟังตอนเป็นเพลงสกอร์ก็ทำให้ได้ขนลุกอยู่ไม่น้อย) และเจ้ามังกรตัวจิ๋ว “มูซู” ที่เคยเป็นทั้งเพื่อนคู่ซี้และไม้เบื่อไม้เมาของมู่หลาน ก็ถูกเปลี่ยนเป็นนกฟีนิกส์แทน เนื่องจากเมื่อครั้งออกฉายปี 1998 ถูกกระแสดราม่าจากชาวจีนเรื่องการนำเอามังกร สัตว์ที่เป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ของจีนมาสร้างเป็นตัวตลก อย่างไรก็ตามเจ้าจิ้งหรีดนำโชคออย่าง “คริครี” จากฉบับภาพยนตร์แอนิเมชันยังจะได้กลับมากับฉบับคนแสดงนี้

3. ตัดบทแม่ทัพหลี่ชางออก เลี่ยงประเด็นรักร่วมเพศ

Jason Reed ผู้อำนวยการสร้างก็ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลของการตัดตัวละครแม่ทัพ “หลี่ชาง” ผู้มีบทบาทสำคัญทั้งการเป็นผู้นำทัพและคนรักของมู่หลานในฉบับการ์ตูนออก เพราะตัวละครนี้เป็นตัวละครที่แสดงออกถึงความรักร่วมเพศภายในเรื่อง (หลี่ชางชอบมู่หลานในตอนที่ปลอมตัวเป็นผู้ชาย) หลังจากการตัดตัวละครตัวนี้ เขาก็ถูกตั้งคำถามว่า Disney อยากจะเบี่ยงประเด็น ไม่แตะต้องถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนนี้หรือเปล่า? ถึงอย่างนั้นก็มีอีกกระแสที่บอกว่า การมีตัวตนอยู่ในเรื่องของหลี่ชาง ก็เป็นการลดทนศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของมู่หลานลงไปเหมือนกัน เพราะทำให้เห็นว่าท้ายที่สุดตัวละครผู้หญิงก็ไม่อาจทัดเทียมผู้ชาย และต้องลงเอยอีหรอบเดิม นั่นคือมาแต่งงานมีคู่ครองกับหลี่ชางอยู่ดี แม้ว่าจะไปออกรบได้อย่างเกรียงไกรแค่ไหนก็ตาม

4. ดราม่า “หลิวอี้เฟย” สนับสนุนจีนปราบม็อบฮ่องกง

ดราม่าที่อาจทำให้ Disney หวาดหวั่นในทีแรกว่า จะทำให้มีผู้ชมภาพยนตร์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น (แต่พอเจอสถานการณ์โควิด-19 เข้าไป ปัญหานี้จึงดูเล็กไปเลย) ก็เกิดจากการที่หลิวอี้เฟยได้โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์มเว๋ยบ่อ (Weibo) โซเชียลมีเดียยอดนิยมของประเทศจีนโดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ฉันสนับสนุนตำรวจฮ่องกงและช่างเป็นความอัปยศของคนฮ่องกงจริง ๆ” โดยประโยคหลังนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษ โพสต์ดังกล่าวของหลิวอี้เฟยถูกกดไลก์มากกว่า 78,000 ครั้ง และมีการรีทวีตซ้ำกว่าอีก 69,000 ครั้งในตอนนั้น ซึ่งความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าวของเธอพ้องไปในทิศทางเดียวกันกับนักแสดงจีนหลายคนที่สนับสนุนตำรวจฮ่องที่ปราบปราบม็อบ อย่างเช่น “เฉินหลง” เป็นต้น

5. หนังเลื่อนฉายทั้งหมด 4 ครั้ง

Mulan นั้นเรียกได้ว่า เป็นทัพหน้าของหนังฟอร์มยักษ์ปีนี้ที่ถูกวางตัวให้ลงสนามแข่งขันช่วงโควิด-19 ยังไม่ซาไป โดยเข้าชิงกับหนัง Tenet ของค่าย Warner Brothers ส่วนค่ายอื่นนั้นถอยหนังนี้ไม่ปลายปีหรือไม่ก็ปีหน้าไปเลยเพราะไม่อยากเสี่ยงขาดทุน เดิมที่ Mulan มีกำหนดฉาย 27 มีนาคม 2020 และได้ทำการเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในสหรัฐฯ ไปแล้ว เมื่อวันที่ 20 มีนาคมพร้อมกระแสคำวิจารณ์ด้านบวก ถึงอย่างนั้นช่วงเวลานั้นเองก็เป็นช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ พุ่งสูงมากจนท้ายที่สุดเครือโรงภาพยนตร์ทั้งหมดในสหรัฐฯ ออกมาประกาศปิดให้บริการ

ต้องมาคอยดูกันว่าภาพยนตร์เรื่อง Mulan นี้จะสามารถทำกำไรได้ไม่ กับการลงทุนที่มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ทาง Disney+ ยังได้หาทางแก้ปัญหาหนังเลื่อนฉายด้วยการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ Mulan ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Disney+ ซึ่งผู้ที่ต้องการดู Mulan นั้นจะต้องเสียค่าบริการเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งนี่ก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่อาจจะช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถสร้างกำไรได้นั่นเอง

ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ : donunghit , สนับสนุนโดย : seriesonairhit